เนื้อเรื่องย่อ

Sucker Punch (2011): ความบ้าคลั่งของวิชวลเอฟเฟกต์ เสียงดนตรีระเบิดหู และการดิ้นรนใต้กรงขังจิตนาการ

ในปี 2011 “Sucker Punch” หรือชื่อไทย “อีหนูดุทะลุโลก” ภาพยนตร์ไซไฟ-แอ็กชันแฟนตาซีที่แหวกแนวที่สุดชิ้นหนึ่งของฮอลลีวูด ได้ออกสู่สายตาผู้ชมภายใต้การกำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างของเจ้าพ่อวิชวลเอฟเฟกต์ Zack Snyder (ผู้สร้าง 300 และ Watchmen) ในฐานะนักวิจารณ์ภาพยนตร์อาวุโส ผมขอจำกัดความเรื่องนี้ว่าเป็น “A Hyper-Stylized, Musically Driven, and Deeply Polarizing Psycho-Fantasy” หนังเรื่องนี้หลอมรวมเอาวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์ วิดีโอเกม อนิเมะญี่ปุ่น และสุนทรียศาสตร์ความดาร์กมารวมกันอย่างบ้าคลั่ง แม้ในตอนที่ฉายจะเกิดกระแสวิจารณ์แตกเป็นสองฝั่งอย่างรุนแรง แต่ในปัจจุบันมันได้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์คัลต์ (Cult Classic) ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น นี่คือ Deep Recommendation สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานภาพสไตล์ Slow-motion จัดจ้าน ดนตรีประกอบแนวอินดัสเทรียลร็อคที่ทรงพลัง และการตีความสัญลักษณ์เชิงจิตวิทยาที่ซับซ้อน

เรื่องย่อฉบับเข้มข้น: ปฏิบัติการแหกค่ายนรก 3 ชั้นสไตล์วิดีโอเกมด่านสุดท้าย

เรื่องราวเซตฉากหลังยุค 1950s ติดตามชีวิตของ “เบบี้ดอล” เด็กสาวดวงตกที่ถูกพ่อเลี้ยงใจทมิฬยัดข้อหาและส่งตัวไปกักขังไว้ในสถานบำบัดจิตเวชเลนน็อกซ์อันห่างไกล โดยมีกำหนดการจะถูกผ่าตัดสมอง (Lobotomy) เพื่อล้างความทรงจำภายในเวลา 5 วัน เพื่อหลีกหนีจากความจริงอันโหดร้ายและขยาดกลัว เบบี้ดอลจึงสร้าง “โลกจินตนาการชั้นที่หนึ่ง” ขึ้นมา โดยเปลี่ยนสถานบำบัดจิตเวชอันซอมซ่อให้กลายเป็นคลับเต้นอะโกโก้สุดหรูหราที่ผู้หญิงทุกคนถูกบังคับให้ทำตามคำสั่งของมาเฟียเจ้าของร้าน

ทว่า ทุกครั้งที่เบบี้ดอลเริ่มออกลวดลายเต้นรำ จิตใจของเธอจะดิ่งลึกทะลุมิติเข้าสู่ “โลกจินตนาการชั้นที่สอง” ซึ่งเป็นสมรภูมิรบสุดแฟนตาซี เธอและกลุ่มเพื่อนสาวแกร่งในคลับอย่าง “สวีทพี”, “ร็อคเก็ต”, “บลอนดี้” และ “แอมเบอร์” ต้องแท็กทีมกันออกไปทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อรวบรวมของสำคัญ 5 ชิ้น (แผนที่, ไฟแช็ก, มีด, กุญแจ และสิ่งลึกลับชิ้นสุดท้าย) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะใช้ในการแหกคุกในโลกความจริง พวกเธอต้องจับอาวุธหนักเข้าห้ำหั่นกับกองทัพซามูไรยักษ์พ่นไฟ, ทหารซอมบี้เยอรมันพลังไอน้ำ, มังกรยุคกลาง และหุ่นยนต์พิฆาตบนรถไฟความเร็วสูง โดยมีอนาคตและอิสรภาพของพวกเธอเป็นเดิมพัน

ทำไม Sucker Punch (2011) ถึงเป็นภาพยนตร์ที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานและสไตล์เฉพาะตัว?

  • งานภาพลายเซ็นจัดจ้านของ Zack Snyder (The Visual Spectacle): หนังเรื่องนี้คือจุดสูงสุดของการโชว์วิชวลสไตล์สไนเดอร์ การใช้มุมกล้องกว้าง แสงเงาโทนดาร์ก-นีออน และเทคนิค สปีดแรมปิง (Speed Ramping) หรือการปรับความเร็วสลับช้า-เร็วในฉากแอ็กชัน ทำออกมาได้ดุดัน สวยงาม และให้ความรู้สึกเหมือนผู้ชมกำลังหลุดเข้าไปนั่งดูคัทซีนของวิดีโอเกมระดับ AAA
  • เพลงประกอบที่ทำหน้าที่เล่าเรื่อง (Masterful Soundtrack): สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหนังคือ “ดนตรีประกอบ” (Soundtrack) หนังใช้วิธีนำเพลงร็อคและป็อปคลาสสิกมาคัฟเวอร์ใหม่ให้มีความหม่นและทรงพลัง เช่น Sweet Dreams (Are Made of This) ที่ร้องโดยนักแสดงนำ Emily Browning, Where Is My Mind? หรือ Army of Me ของ Björk ดนตรีในเรื่องไม่ได้ใส่มาแค่ประกอบฉาก แต่ทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์และเล่าสภาวะจิตใจของตัวละครแทนบทสนทนา
  • การตีความสัญลักษณ์และการปลดแอกของเพศหญิง: ภายใต้เสื้อผ้าสไตล์อนิเมะและฉากแอ็กชันสุดโม้ หนังซ่อนประเด็นเรื่องการต่อสู้กับระบบชายเป็นใหญ่และการทารุณกรรมผู้หญิง โลกแฟนตาซีที่พวกเธอจับปืนสู้รบแท้จริงแล้วคือ “กลไกการป้องกันจิตใจ” (Defense Mechanism) เพื่อเผชิญหน้ากับความกลัวในโลกจริง ปลายทางของหนังทิ้งข้อคิดที่เจ็บปวดแต่ทรงพลังเกี่ยวกับความเสียสละและการส่งต่ออิสรภาพ

“อีหนูดุทะลุโลก คือเสียงตะโกนจากจิตวิญญาณที่ถูกจองจำ… มันบอกเราว่าต่อให้ร่างกายจะถูกล่ามโซ่ไว้ในนรกที่มืดมิดที่สุด แต่ตราบใดที่จิตนาการของเรายังคงโบยบินและปฏิเสธที่จะยอมจำนน เราจะยังคงเป็นผู้ควบคุมชะตากรรมและเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในสงครามชีวิตของตัวเอง”

หนังฟรีที่คุณอาจจะชอบ

ประเภทหนัง